ระหว่างการประชุมคณะกรรมการกลางพรรคแรงงาน ผู้นำเกาหลีเหนือเผยแผนยุทธศาสตร์ในการติดต่อกับรัฐบาลสหรัฐฯ บอกว่ามีความจำเป็นที่ต้องเตรียมพร้อมทั้งการเจรจาและการเผชิญหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมพร้อมปกป้องเกียรติภูมิของประเทศและผลประโยชน์เพื่อการพัฒนาที่เป็นอิสระ

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีคิม จอง อึน กล่าวต่อที่ประชุม ยอมรับว่าเกาหลีเหนือกำลังเผชิญกับวิกฤติขาดแคลนอาหาร ท่ามกลางการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ด้านนายโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯเคยระบุว่า สำหรับนโยบายต่อเกาหลีเหนือ จะใช้วิธีทางการทูตและการป้องปรามไปพร้อมๆกัน

นับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำเกาหลีเหนือ “คิม จอง อึน” แสดงความเห็นต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน อย่างตรงไปตรงมา นับตั้งแต่นายโจ ไบเดน สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เมื่อ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยคิม จอง อึน กล่าวว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือพร้อมจะเจรจาและเผชิญหน้า โดยเฉพาะอย่างหลังกับรัฐบาลสหรัฐฯ

สำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือ รายงานว่า ผู้นำเกาหลีเหนือมีการวิเคราะห์ลงรายละเอียดด้วยว่า นโยบายของไบเดนที่มีต่อเกาหลีเหนือนั้น เป็นที่ชัดเจนว่าจะใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมร่วมกับยุทธวิธีการตอบโต้เกาหลีเหนือ เพื่อให้ยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

คำกล่าวของคิม จอง อึน มีขึ้นไม่กี่วันก่อนที่ นายซุง คิม ทูตพิเศษด้านเกาหลีเหนือของรัฐบาลสหรัฐฯ จะเดินทางไปพบหารือกับผู้แทนเกาหลีใต้และญี่ปุ่นในกรุงโซล ของเกาหลีใต้ในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือแนวทางการที่ติดต่อกับเกาหลีเหนือ หลังจากเมื่อเดือน เม.ย.นายไบเดนได้ต้อนรับและพบหารือกับนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูกะ ของญี่ปุ่น และต้อนรับประธานาธิบดีมูน แจ อิน ของเกาหลีใต้ ที่วอชิงตัน เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯให้ความสำคัญอย่างมากกับสองชาติพันธมิตรในเอเชีย ซึ่งระหว่างการหารือระหว่างประธานาธิบดีไบเดน กับประธานาธิบดีมูน แจ อิน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าควรที่จะปัดฝุ่น “ข้อตกลงสิงคโปร์” การเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับเกาหลีเหนือ ที่ชะงักงันไปตั้งแต่ปี 2561 หลังการพบปะกันถึง 3 ครั้งของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคิม จอง อึน

เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯเพิ่งกล่าวว่า หลังจากทบทวนนโยบายที่มีต่อเกาหลีเหนือแล้ว สหรัฐฯจะเดินหน้าผลักดันให้เกาหลีเหนือยุติโครงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่ง “เป็นภัยร้ายแรง” ต่อความมั่นคงของโลก ตั้งใจที่จะดำเนินนโยบายรุนแรงต่อประเทศปรปักษ์

ย้อนไปช่วงก่อนเลือกตั้งสหรัฐฯ ไบเดนเคยกล่าวว่า นายคิม จอง อึน เป็น “อันธพาล” และไม่กี่วันก่อนที่นายไบเดนจะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี เกาหลีเหนือก็จัดงานสวนสนามยิ่งใหญ่ ขนอาวุธยุทโธปกรณ์ออกมาโชว์ รวมทั้งเปิดตัวขีปนาวุธรุ่นใหม่

พอถึงปลายเดือน มี.ค. เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถี 2 ลูกตกในบริเวณทะเลญี่ปุ่น ข่มขวัญประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และส่งสัญญาณกร้าวครั้งแรกต่อประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ขณะที่ นายจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เคยออกมาบอกว่า จีนเชื่อว่าตั้งแต่นายไบเดนเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดี สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีก็กลับมาตึงเครียดรอบใหม่ และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายพยายามหาทางไม่ให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่านี้

เจ้าหน้าที่รัฐบาลไบเดนบอกว่า ได้พยายามติดต่อกับเกาหลีเหนือเพื่ออธิบายถึงนโยบายใหม่ของประธานาธิบดีไบเดน และความพยายามที่จะรื้อฟื้นการเจรจาระหว่างกันอีกครั้ง ในขณะที่ทางการเกาหลีเหนืออาจมองว่าสหรัฐฯกำลังพยายามเล่นเกมประวิงเวลา

ทางด้าน นายเลฟ อีริค อีสลีย์ ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แห่งมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา ในกรุงโซล มองว่า ท่าทีของนายไบเดนที่มีต่อเกาหลีเหนือ เป็นลักษณะการทูตแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ได้มีการวางกรอบเวลาเอาไว้ เพื่อแสดงถึงความพร้อมที่จะยืดหยุ่น และผ่อนปรนให้กับรัฐบาลเกาหลีเหนือ แต่ก็ยังมีการป้องปรามกดดันด้วยการไปซ้อมรบกับประเทศพันธมิตรเกาหลีใต้ ทั้งการฝึกกองกำลังทหารและซ้อมป้องกันอาวุธนิวเคลียร์

นักวิเคราะห์มองว่าคำกล่าวของผู้นำเกาหลีเหนือเป็นสิ่งสะท้อนคำพูดของผู้นำสหรัฐฯที่เคยบอกว่า สหรัฐฯจะดำเนินความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือแบบใช้ทั้งวิธีทางการทูตและการป้องปรามไปพร้อมๆกัน และในการบอกว่าพร้อมที่จะเจรจาและพร้อมต่อสู้ก็เป็นการใช้แผนกลยุทธ์แบบรอดูว่าฝ่ายตรงข้ามจะเปิดเกมแบบไหน และแม้จะบอกว่าพร้อมต่อสู่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณว่าหากต้องการเจรจากัน เกาหลีเหนือก็พร้อมเหมือนกัน

ปัจจัยที่ทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือแสดงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ส่วนหนึ่งมาจากการเกิดวิกฤติความไม่มั่นคงทางด้านอาหารภายในประเทศ และความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือตอนนี้ยังไงก็ไม่พร้อมที่จะโดนคว่ำบาตรรอบใหม่ หลังจากเพิ่งบอบช้ำจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ กรณีฝ่าฝืนทดสอบโครงการนิวเคลียร์และเพิ่งปิดพรมแดนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

บรรดานักวิเคราะห์มองว่า เกาหลีเหนือเปิดกว้างหากจะมีการเจรจากับสหรัฐฯ แต่คงไม่ถึงขั้นตอบสนองความต้องการของสหรัฐฯที่ให้ปลดอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ตอนนี้เกาหลีเหนืออาจจะยังต้องสนใจแต่ปัญหาภายในเฉพาะหน้า อย่างการแก้ปัญหาวิกฤติขาดแคลนอาหารมากกว่าการไปตอบโต้ทำสงครามกับสหรัฐฯ.